|
ตารางเทียบความขาวบริสุทธิ์ของเพชร
(Color Grading) |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ความหมายของคำที่ใช้เรียกเพชร |
| Jager | ขาวเหลืองฟ้าอ่อน ๆ |
| River or Finest White | ขาวเหลืองฟ้าอ่อนมาก ๆ |
| Top Wesselton or Fine White | ขาวบริสุทธิ์ |
| Wesselton or White | ขาว |
| Top Crystal or Commercial White | ขาวติดเหลืองจางมาก ๆ |
| Crystal or Top Silver Cape | ขาวติดเหลืองจาง ๆ |
| Top Cape or Silver Cape | ขาวติดเหลืองอ่อน ๆ |
| Cape | ขาวติดเหลือง |
| Low Cape | เหลืองอ่อนมาก ๆ |
ความสะอาด
( Clarity)
|
| FL
: หมายถึง เพชรที่สะอาดที่สุด คือ ไม่มีรอยตำหนิภายใน หรือแผลตำหนิภายนอกแปลกปลอมทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึง - เหลี่ยมส่วนเกิน ( Extra Facets) ซึ่งไม่สามารถเห็น หรือสังเกตเห็นได้ใน ลักษณะ มองดูจากหน้าคราวน์ตรงลงไป - รอยตามธรรมชาติ (Naturals) ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ทำให้เพชรดูหนา หรือทำให้เกิดรอยชำรุดกับเส้นขอบเกิลเดิล (Girdle Outline) - รอยเส้นคล้ายคลื่นภายใน ( Internal Graining) ซึ่งเกิดขึ้นโดยตัวของเพชรเองตามธรรมชาติซึ่งไม่มีผลกระทบ หรือทำให้เกิดสีต่าง ๆ ต่อเพชร หรือเห็นความเด่นชัดของเส้น และต้องไม่มีผลกระทบต่อความโปร่งใสของเพชรด้วย IF : ไม่มีแผลตำหนิภายใน ( Inclusions) แปลกปลอม จะมีก็เพียงแต่รอยขีดข่วนเล็ก ๆ ที่สังเกตได้ จากกล้องขยาย 10 เท่า การแยกลำดับขั้นเพชร IF จาก FL คือ รอยตำหนิภายนอก ( Blemishes) เล็กน้อยที่สามารถขัดออกได้ เส้นรอยคลื่นจาง ๆ (Graining Line) บนผิวเพชรอาจเป็นข้อยกเว้นให้เพชรเป็น IF ได้ VVS1
VVS 2 : แผลตำหนิภายใน ( Inclusions) หรือภายนอกเล็กน้อยมาก ๆ VS1-VS2
: แผลตำหนิภายในหรือภายนอกจะน้อย ( Minor) การลำดับจากลำดับเห็นได้ยากและเล็กน้อยเป็น
VS1 ไปจนถึงสามารถเห็นได้ง่ายกว่า และมากกว่าเล็กน้อยเป็น VS2 ภายใต้กำลังขยายของกล้อง
10 เท่า รอยตำหนิที่มักพบคือ ผลึก (Crystal)เล็กๆ ขนนกเล็กๆ SI1-SI2 : ตำหนิภายในจะมองเห็นได้ง่าย ( Noticeable) ใน SI1 จะเห็นตำหนิได้ง่าย ส่วน SI2 จะเห็นได้ง่ายมากภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า เพชรที่จัดอยู่ในขั้น SI จะสังเกตเห็นตำหนิด้วยตาเปล่าได้ยาก รอยตำหนิที่มักเห็นคือ ผลึก ( Crystal) ฝุ่น หรือกลุ่มคล้ายเมฆ ( Cloud) รอยร้าวหรือขนนก ( Feather) รอยบิ่น ( Chip) เป็นต้น I1-I2-I3
: ตำหนิภายในเห็นได้ชัดเจน (Obvions) ตำหนิสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าถ้ามองจากหน้าเพชรลงไป
ซึ่งตำหนิที่เห็นชัดเหล่านี้จะมีผลต่อความโปร่งใส และการกระจายแสงของเพชร
รอยตำหนิที่มักเห็นคือ ผลึกเม็ดใหญ่ ( Crystal) ที่เห็นเด่นชัด รอยขนนก
หรือรอยร้าวกว้าง |
| น้ำหนักกะรัต
( Carat Weight) กะรัต เป็นหน่วยน้ำหนักที่มาจากเมล็ด การ๊อบ (Carob Seed) เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างมากที่เมล็ดการ๊อบเล็ก ๆ มีน้ำหนักเท่ากันทุกเม็ด พ่อค้าเพชรในสมัยโบราณจึงได้ใช้เมล็ดการ๊อบมาชั่งเทียบเป็นหน่วยน้ำหนักเพชรในการซื้อขายเมล็ดการ๊อบ 1 เม็ด เมื่อเทียบเท่าน้ำหนักเพชร 1 กะรัต ในปีค.ศ.1907 ชาวฝรั่งเศสได้นำระบบการชั่งน้ำหนักเพชรเป็นหน่วย Metric Carat คือ 1 กะรัต เทียบเท่ากับ .200 กรัม และ 1 กะรัต แบ่งย่อยออกมาเป็น 100 สตางค์ และต่อมาประเทศสเปนได้นำระบบการชั่ง Metric Carat ไปใช้ด้วย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1914 ประเทศอังกฤษ อเมริกา และอีกหลาย ๆ ประเทศได้ยอมรับการชั่งน้ำหนักเพชร พลอย ด้วย Metric Carat และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ หน่วยน้ำหนัก
1 กะรัต = 100 สตางค์
( Point ) |
![]() |