การประเมินคุณภาพของเพชร

               การพิจารณาประเมินคุณภาพเพชรขึ้นอยู่กับ 4 C’s แต่ละ C จะมีการเกี่ยวเนื่องต่อความสวยงามของเพชร และเป็นตัวกำหนดค่าของเพชร ดังนี้
     - การเจียระไน (Cut)
     - สี (Color)
     - ความสะอาด (Clarity)
     - น้ำหนักกะรัต (Carat Weight)
การเจียระไน (Cut)
               การเจียระไนเพชรให้ได้สัดส่วนที่ดี เพื่อให้เพชรมีการทอประกายแสงที่สวยงาม และทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประทับใจ ฉะนั้นการเจียระไนเพชรที่ได้สัดส่วนที่ดีจึงมีความสำคัญมาก ผู้คิดค้นเหลี่ยมในการเจียระไนเพชรในรูปทรงต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงหลักหลาย ๆ ประการ โดยเฉพาะรูปทรงของเพชรกับการเอียงของมุมเหลี่ยมต่าง ๆ เพื่อให้เพชรเม็ดนั้น สามารถทอประกายแสงหรือเล่นแสงได้มากที่สุด รวมทั้งการรักษาน้ำหนักที่สูญเสียไปจากการเจียระไนให้น้อยที่สุด
สี (Color)
               เพชรสีขาวถึงเหลืองอ่อน เป็นสีที่พบมากที่สุดในตลาดเพชร เพชรที่ขาวบริสุทธ์ย่อมมีราคากว่าเพชรที่ติดเหลืองเล็กน้อย ฉะนั้นการแยกเพชรสีขาวกับเพชรที่ติดเหลืองเล็กน้อยซึ่งมีผลกระทบต่อราคา จึงได้กำหนดวิธีการเทียบสีเพชรขึ้น การเทียบสีเพชร ใช้เทียบเฉพาะเพชรสีขาวจนถึงเพชรติดเหลืองเท่านั้น วิธีการเทียบสีเพชร แสงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดใน การแยกสีเพชร แสงที่ใช้คือ แสงหลอดฟลูโอเรสเซนส์ ซึ่งเทียบเท่ากับ ‘ Day Light ’ ใช้หลอด Day Light
6-8 วัตต์ 2 หลอด พร้อมกับหลอดคลื่นยาวอุลตร้าไวโอเลท ( Long-Wave Ultra-Violet)
ซึ่งมีความถี่ 366 นาโนเมตร เพื่อตัดแสงสีเหลือง การเทียบสีจะต้องมีเพชรที่เทียบ และรู้ระดับสีมาเรียบร้อยแล้วเรียกว่า ‘ Master Stone ’ ซึ่งจะเป็นตัวอ้างอิงหรือเปรียบเทียบได้ เพราะโดยสายตามนุษย์จะไม่สามารถแยกความละเอียดของสีขาว และสีขาวติดเหลืองเล็กน้อยออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเพชรที่เทียบสีไว้แล้วคือ ‘ Master Stone ’ เพื่อเป็นตัวเปรียบเทียบ ในปัจจุบันนอกจากการใช้เทียบสีเพชรจาก ‘ Master Stone ’ แล้ว ยังสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เรียกว่า‘Diamond Colorimeter’เครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้ได้สะดวก และค่อนข้างแน่นอน

 


ตารางเทียบความขาวบริสุทธิ์ของเพชร (Color Grading)

จีไอเอGIA
คำที่ใช้เรียกสมัยโบราณ
(Old Terms)
คำที่ยังใช้เรียกกันระหว่างประเทศทางยุโรป
ขาวบริสุทธิ์
Jager
Exceptional WhiteOrFinest White
River
Fine White
ขาวติดเหลืองจางมาก ๆ
Top Wesselton
Wesselton
White
Top Crystal
Commercial White
Crystal
Top Silver Cape
ขาวติดเหลืองจาง ๆ
Top Cape
Silver Cape
Cape
Light Cape
ขาวเหลืองอ่อน ๆ
Low Cape
Very Light Yellow
Cape
เหลืองอ่อน
Light Yellow
Dark Cape
เหลืองแฟนซี(Fancy)
   

 

ความหมายของคำที่ใช้เรียกเพชร

          Jager      ขาวเหลืองฟ้าอ่อน ๆ
          River or Finest White      ขาวเหลืองฟ้าอ่อนมาก ๆ
          Top Wesselton or Fine White      ขาวบริสุทธิ์
          Wesselton or White      ขาว
          Top Crystal or Commercial White      ขาวติดเหลืองจางมาก ๆ
          Crystal or Top Silver Cape      ขาวติดเหลืองจาง ๆ
          Top Cape or Silver Cape      ขาวติดเหลืองอ่อน ๆ
          Cape      ขาวติดเหลือง
           Low Cape      เหลืองอ่อนมาก ๆ

 

ความสะอาด ( Clarity)
               ความสะอาดถือเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินคุณภาพเพชร ความสะอาดหมายถึง ไม่มีตำหนิ การกำหนดความสะอาดของเพชรจากไม่มีตำหนิจนถึงเพชรที่มีตำหนิมาก ๆ การแบ่งลักษณะตำหนิจึงแบ่งออกเป็นตำหนิภายใน ( Inclusions) และตำหนิภายนอก (Blemishes)
หลักการพิจารณาตำหนิขึ้นอยู่กับหลัก 5 ประการ ดังนี้
     - ขนาดของตำหนิ ( Size)
     - ลักษณะของตำหนิ ( Nature)
     - จำนวนของตำหนิ ( Number)
     - สีและความชัดของตำหนิ ( Color/Relief)
     - ตำแหน่งของตำหนิ ( Location)
ซึ่งปัจจุบันหลักของ GIA (Gemological Institute of America) ได้แพร่หลายไปทั่วโลกและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก โดยตารางการลำดับความสะอาดของ GIA มีดังนี้

ตารางการลำดับความสะอาดของ GIA และความหมายของคำย่อในการ
จัดลำดับขั้นความสะอาด
(Clarity Grade)


คำย่อ
ความหมาย
FL
          Flawless
IF
          Internally Flawless

VVS1

VVS2

          Very Very Slightly Inclusions

VS1

VS2

          Very Slightly Inclusions

SI1

SI2

          Slightly Inclusions

I1

I2

I3

          Imperfect
P
          Pique



FL : หมายถึง เพชรที่สะอาดที่สุด คือ ไม่มีรอยตำหนิภายใน หรือแผลตำหนิภายนอกแปลกปลอมทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึง
        - เหลี่ยมส่วนเกิน ( Extra Facets) ซึ่งไม่สามารถเห็น หรือสังเกตเห็นได้ใน ลักษณะ มองดูจากหน้าคราวน์ตรงลงไป
        - รอยตามธรรมชาติ (Naturals) ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ทำให้เพชรดูหนา หรือทำให้เกิดรอยชำรุดกับเส้นขอบเกิลเดิล (Girdle Outline)
        - รอยเส้นคล้ายคลื่นภายใน ( Internal Graining) ซึ่งเกิดขึ้นโดยตัวของเพชรเองตามธรรมชาติซึ่งไม่มีผลกระทบ หรือทำให้เกิดสีต่าง ๆ ต่อเพชร หรือเห็นความเด่นชัดของเส้น และต้องไม่มีผลกระทบต่อความโปร่งใสของเพชรด้วย
IF : ไม่มีแผลตำหนิภายใน ( Inclusions) แปลกปลอม จะมีก็เพียงแต่รอยขีดข่วนเล็ก ๆ ที่สังเกตได้ จากกล้องขยาย 10 เท่า การแยกลำดับขั้นเพชร IF จาก FL คือ รอยตำหนิภายนอก
( Blemishes) เล็กน้อยที่สามารถขัดออกได้ เส้นรอยคลื่นจาง ๆ (Graining Line) บนผิวเพชรอาจเป็นข้อยกเว้นให้เพชรเป็น IF ได้

VVS1 – VVS 2 : แผลตำหนิภายใน ( Inclusions) หรือภายนอกเล็กน้อยมาก ๆ
( Minute) ซึ่งยาวมาก ๆ แก่การมองเห็นภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า ในVVS1 ตำหนิจะเห็นได้ยากมาก ๆ บางครั้งจะเห็นได้จากส่วนฐานพาวิลเลียน (Pavilion) หรือเห็นเป็นรอยจาง ๆ บนหน้าอาจขจัดรอยตำหนิให้หายได้โดยการขัดเงา หรือเจียระไนใหม่ สำหรับVVS2 ตำหนิจะเล็กน้อยมาก อาจเห็นได้ง่ายกว่า VVS1 และจำนวนจะมากกว่าเล็กน้อย รอยตำหนิที่มักพบคือจุดเล็กๆ (Pinpoint) เมฆบาง ๆ (Cloud) รอยขนเล็กๆ รอบขอบเกิลเดิลเพชร (Beading) คลื่นภายในธรรมชาติของตัวมันเองเห็นเป็นรอยจางๆขนนกเล็ก ๆ ( Small Feather) รอยกระแทกเล็ก ๆ
( Nick) เป็นต้น

VS1-VS2 : แผลตำหนิภายในหรือภายนอกจะน้อย ( Minor) การลำดับจากลำดับเห็นได้ยากและเล็กน้อยเป็น VS1 ไปจนถึงสามารถเห็นได้ง่ายกว่า และมากกว่าเล็กน้อยเป็น VS2 ภายใต้กำลังขยายของกล้อง 10 เท่า รอยตำหนิที่มักพบคือ ผลึก (Crystal)เล็กๆ ขนนกเล็กๆ
( Small Feather) คล้ายฝุ่นหรือเมฆมัว ๆ (Cloud) ที่สามารถมองเห็นหรือกลุ่มก้อนของจุดเล็ก ๆ เกาะกันอยู่เป็นต้น

SI1-SI2 : ตำหนิภายในจะมองเห็นได้ง่าย ( Noticeable) ใน SI1 จะเห็นตำหนิได้ง่าย ส่วน SI2 จะเห็นได้ง่ายมากภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า เพชรที่จัดอยู่ในขั้น SI จะสังเกตเห็นตำหนิด้วยตาเปล่าได้ยาก รอยตำหนิที่มักเห็นคือ ผลึก ( Crystal) ฝุ่น หรือกลุ่มคล้ายเมฆ ( Cloud) รอยร้าวหรือขนนก ( Feather) รอยบิ่น ( Chip) เป็นต้น

I1-I2-I3 : ตำหนิภายในเห็นได้ชัดเจน (Obvions) ตำหนิสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าถ้ามองจากหน้าเพชรลงไป ซึ่งตำหนิที่เห็นชัดเหล่านี้จะมีผลต่อความโปร่งใส และการกระจายแสงของเพชร รอยตำหนิที่มักเห็นคือ ผลึกเม็ดใหญ่ ( Crystal) ที่เห็นเด่นชัด รอยขนนก หรือรอยร้าวกว้าง
( Feather) รอยแหว่ง ( Cavity) เป็นต้น

น้ำหนักกะรัต ( Carat Weight)
          “กะรัต” เป็นหน่วยน้ำหนักที่มาจากเมล็ด “การ๊อบ (Carob Seed)” เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างมากที่เมล็ดการ๊อบเล็ก ๆ มีน้ำหนักเท่ากันทุกเม็ด พ่อค้าเพชรในสมัยโบราณจึงได้ใช้เมล็ดการ๊อบมาชั่งเทียบเป็นหน่วยน้ำหนักเพชรในการซื้อขายเมล็ดการ๊อบ 1 เม็ด เมื่อเทียบเท่าน้ำหนักเพชร 1 กะรัต
          ในปีค.ศ.1907 ชาวฝรั่งเศสได้นำระบบการชั่งน้ำหนักเพชรเป็นหน่วย Metric Carat คือ 1 กะรัต เทียบเท่ากับ .200 กรัม และ 1 กะรัต แบ่งย่อยออกมาเป็น 100 สตางค์ และต่อมาประเทศสเปนได้นำระบบการชั่ง Metric Carat ไปใช้ด้วย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1914 ประเทศอังกฤษ อเมริกา และอีกหลาย ๆ ประเทศได้ยอมรับการชั่งน้ำหนักเพชร พลอย ด้วย Metric Carat และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

หน่วยน้ำหนัก         1 กะรัต = 100 สตางค์ ( Point )
                                 1 กะรัต = 200 มิลลิกรัม = .200 กรัม